หงส์แดงย้ำชัย แม่นโทษดับสิงห์บลูในรอบชิงชนะเลิศ

หงส์แดงย้ำชัย แม่นโทษดับสิงห์บลูในรอบชิงชนะเลิศ
Facebook
Twitter
LinkedIn
Pinterest

หงส์แดงย้ำชัย แม่นโทษดับสิงห์บลูในรอบชิงชนะเลิศลิเวอร์พูล เดินหน้าลุยโปรเจ็คสี่แชมป์ต่อไป หลังดวลจุดโทษย้ำแค้นใส่ “สิงห์บลูส์” เชลซี ต่อจากนัดชิง คาราบาวคัพ ชนะไป 6-5 หลังเสมอในเวลา 120 นาที 0-0 ผงาดแชมป์เอฟเอคัพในรอบ 16 ปี เป็นสมัยที่ 8 ในการแข่งขันฟุตบอล เอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศ ครั้งที่ 141 เมื่อวันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

      ฟุตบอล เอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศ ครั้งที่ 141 เมื่อวันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่สนาม เวมบลีย์ สเตเดี้ยม ระหว่าง เชลซี รองแชมป์เมื่อปีที่แล้ว พบ ลิเวอร์พูล ซึ่งนับเป็นคู่ชิงเดิมจากถ้วย คาราบาว คัพ เมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก่อนที่ “หงส์แดง” จะคว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ

     “สิงห์บลูส์” เข้าชิงทั้งหมด 15 ครั้งคว้าแชมป์ไป 8 สมัย โดยผ่านเข้ามาชิงชนะเลิศเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน และเข้าชิงถึง 5 ครั้งในรอบ 6 ปีล่าสุดอีกด้วย ขณะที่ “หงส์แดง” นับเป็นการเข้าชิงสมัยที่ 14 โดยคว้าแชมป์ไปครองถึง 7 สมัย และนับเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่ผ่านเข้ามาชิงดำถ้วยที่เก่าแก่ที่สุดในโลกได้สำเร็จ หลังหนล่าสุดเมื่อซีซั่น 2011–12 พวกเขาพ่ายให้ เชลซี 1-2 

     โธมัส ทูเคิ่ล หวังจะล้างตาซิวแชมป์ใบนี้ให้ได้ วาง โรเมลู ลูกากู เป็นหน้าเป้า โดยมี เมสัน เม้าน์ท และ คริสเตียน พูลิซิช สนับสนุน ขณะที่ มาเตโอ โควาซิช หายเจ็บกลับมาสตาร์ทตัวจริงหลังโดนเสียบหนักในเกมอัด ลีดส์ ยูไนเต็ด ที่ผ่านมา 

     ส่วนทางฝั่ง เจอร์เก้น คล็อปป์ เทรนเนอร์ชาวเยอรมันเช่นกัน เปลี่ยน 5 ตำแหน่งจากเกมบุกคว่ำ แอสตัน วิลล่า 2-1 จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ลงคุมจังหวะแดนกลางร่วมกับ ติอาโก้ อัลกันตาร่า และนาบี เกอิต้า ส่วนสามประสานแนวรุกเป็น โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และหลุยส์ ดิอาซ

     ออกสตาร์ทครึ่งแรกมาอย่างเข้มข้น “หงส์แดง” โหมบุกเข้าโจมตีอย่างหนัก และนาทีที่ 9 ทิ้งโอกาสทองขึ้นนำอย่างน่าเสียดายหลัง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ดีดไซด์ก้อยทะลุช่องให้ หลุยส์ ดิอาซ ควบบอลเข้าไปซัดติดเซฟ เอดูอาร์ เมนดี้ ก่อนจังหวะต่อมา ชาโลบาห์ จะตามไปเคลียร์พ้นอันตราย ทว่าปลายสตั๊ดไปอัดเข่า ติอาโก ซิลวา จนบาดเจ็บแต่ยังลุกมาเล่นต่อได้

     นาที 17 “สิงห์บลูส์” ได้โอกาสส่องหนแรกหลัง คริสเตียน พูลิซิช อัดนอกกรอบบอลพุ่งเฉียดเสาออกไป”เดอะ ค็อป” เกือบเงียบกริบ คราวนี้บอลของสิงห์บลูส์ขึ้นทางขวา เจมส์ ให้ เมาน์ท ก่อนปาดมาเสาแรกถึง พูลิซิช โฉบมาซัดเลียดบอลค่อยๆ กลิ้งถากเสาไกลออกไปแบบได้ลุ้น เชลซีหวิดทำได้นาทีที่ 28 คริสเตียน พูลิซิซ ไหลมาที่ มาร์กอส อลอนโซ่ ทิ้งตัวยิงเขตโ?ษทางซ้ายติดบล็อก อลีสซง เบ็คเกอร์  ที่ออกมาขวางทันเวลา

     ท้ายครึ่งแรกนาที 45 แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน วางบอลโด่งมาหน้าประตูทางซ้าย ดีโอโก โชต้า โฉบมายิงบอลเหินข้ามคานออกหลังแบบน่าเสียดาย

    หมด 45 นาทีแรก  เชลซี ยังคงเสมอ ลิเวอร์พูล 0-0

     ต้นครึ่งหลังนาที 46 คริสเตียน พูลิซิช เปิดบอลโค้งมาทางด้สนซ้ายในเขตโทษ มาร์กอส อลอนโซ่ พักอกก่อนซัดผ่านหน้าประตูออกหลังอีกด้าน ช็อตต่อมาอีกอึดใจเดียว โรเมลู ลูกากู ใช้ตัวบังป้ายให้ คริสเตียน พูลิซิช สอดยิงโดน อลีสซง เบ็คเกอร์ เซฟเอาไว้

     เพียงนาทีเดียว มาร์กอส อลอนโซ่ ซัดฟรีคิกเกือบถึงเส้นหลังฝั่งขวา บอลเลี้ยวหนีมือนายด่านคู่แข่งที่ยื่นมือปัดมุดชนคานอีกด้านกระดอนออกมา สิงห์บลูส์พลาดออกนำอีกหน

     ช่วงท้ายเกมนาที 83 ดีโอโก โชต้า แตะบอลสั้นให้ ซาดิโอ มาเน่ ส่งตั้งไปที่ หลุยส์ ดิอาซ รีบซัดทางขวาหน้ากรอบเขตโทษ บอลชนข้างเสาเหลี่ยมนอกออกไป ก่อนที่ หงส์แดงเกือบพังประตูได้ เจมส์ มิลเนอร์ ลงสำรองครอสบอลมาที่ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ชิงจังหวะ เทรโวห์ ชาโลบาห์ ยกเท้ายิงชนเสาซ้ายอย่างจัง

    จบเวลา 90 นาที เชลซี เสมอ ลิเวอร์พูล 0-0 ต้องยืดเวลาออกไปอีก 30 นาทีเพื่อหาทีมชนะแต่ว่าทั้งสองทีมกลับแทบไร้โอกาสสำคัญหรือจังหวะใกล้เคียงเป็นสกอร์ตัดสิน หมด 120 นาที ยังไม่มีประตูเข้าสู่ช่วงดวลจุดโทษ

ข่าวสารฟุตบอลเพิ่มเติม : เว็บข่าวฟุตบอล

FACEBOOK FANPAGE : SoccerSociety